<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จำหน่าย อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์สารเคมี ราคาถูก &#187; อุปกรณ์ทางการเกษตร</title>
	<atom:link href="https://www.vittayapun.com/category/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.vittayapun.com</link>
	<description>จำหน่าย อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์สารเคมี จังหวัดนครราชสีมา โคราช ราคาถูก</description>
	<lastBuildDate>Thu, 21 Feb 2019 16:55:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
		<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
		<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.0.28</generator>
	<item>
		<title>วิธีการผลิตผ้าไหม</title>
		<link>https://www.vittayapun.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9c%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
		<comments>https://www.vittayapun.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9c%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Oct 2014 16:12:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[อุปกรณ์ทางการเกษตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.vittayapun.com/?p=318</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการผลิตผ้าไหม ประวัติความเป็นมา และอธิบายขั้นตอนการผลิตผ้าไหมมัดหมี่ รายละเอียดแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การเลี้ยงไหมไปจนถึงการทอผ้าไหม อธิบายขั้นตอนกระบวนการผลิตผ้าไหมมัดหมี่อย่างย่อ ขั้นตอนการเลี้ยงไหม วงจรชีวิตของไหมหรือหนอนไหมใช้เวลาประมาณ 45 &#8211; 52 วัน หนอนไหมจะกินใบหม่อนหลังจากฟักออกจากไข่ประมาณวันที่ 10 จากนั้นจะหยุดกินอาหารและลอกคราบ ระยะนี้เรียกว่า “ไหมนอน” ต่อจากนั้นจะกินนอนและลอกคราบประมาณ 4 ครั้งเรียกว่า “ไหมตื่น” ลำตัวจะมีสีขาวเหลืองใสหดสั้น และหยุดกินอาหาร ระยะนี้เรียกว่า “หนอนสุก” ช่วงนี้ผู้เลี้ยงไหมต้องรีบแยกหนอนไหมสุกออกจากกองใบหม่อนและเตรียม “จ่อ” คืออุปกรณ์ที่จะให้ตัวไหมเกาะเพื่อชักใยห่อหุ้มตัวหนอนจะเริ่มพ่นใยได้ประมาณ 6-7 วัน [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-321" src="http://www.vittayapun.com/wp-content/uploads/2014/10/silk.jpg" alt="silk" width="100" height="67" /><strong>วิธีการผลิตผ้าไหม</strong><br />
ประวัติความเป็นมา และอธิบายขั้นตอนการผลิตผ้าไหมมัดหมี่ รายละเอียดแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การเลี้ยงไหมไปจนถึงการทอผ้าไหม</p>
<p><span id="more-318"></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>อธิบายขั้นตอนกระบวนการผลิตผ้าไหมมัดหมี่อย่างย่อ</strong></span></p>
<p><strong>ขั้นตอนการเลี้ยงไหม</strong><br />
วงจรชีวิตของไหมหรือหนอนไหมใช้เวลาประมาณ 45 &#8211; 52 วัน หนอนไหมจะกินใบหม่อนหลังจากฟักออกจากไข่ประมาณวันที่ 10 จากนั้นจะหยุดกินอาหารและลอกคราบ ระยะนี้เรียกว่า “ไหมนอน” ต่อจากนั้นจะกินนอนและลอกคราบประมาณ 4 ครั้งเรียกว่า “ไหมตื่น” ลำตัวจะมีสีขาวเหลืองใสหดสั้น และหยุดกินอาหาร ระยะนี้เรียกว่า “หนอนสุก” ช่วงนี้ผู้เลี้ยงไหมต้องรีบแยกหนอนไหมสุกออกจากกองใบหม่อนและเตรียม “จ่อ” คืออุปกรณ์ที่จะให้ตัวไหมเกาะเพื่อชักใยห่อหุ้มตัวหนอนจะเริ่มพ่นใยได้ประมาณ 6-7 วัน ก็จะสามารถเก็บรังไหมออกจากจ่อได้ เส้นใยของหนอนเกิดจากการขับของเหลวชนิดหนึ่ง มีสารโปร่งแสงเป็นองค์ประกอบใยไหมที่เห็นแต่ละเส้นจะประกอบด้วยเส้นใยเล็กๆสองเส้นรวมกัน สามารถฉีกแยกออกจากกันได ้ ทั้งนี้รังไหมแต่ละรังจะให้สายไหมที่มีขนาดแตกต่างกัน ชั้นนอกสุดของรังจะมีความละเอียดพอสมควร ชั้นกลางจะเป็นเส้นหยาบและชั้นในสุดจะเป็นเส้นไหมที่ละเอียดที่สุด ซึ่งหนอนไหมแต่ละตัวจะชักใยยาวไม่เท่ากัน อาจสาวได้ยาวตั้งแต่ 350 &#8211; 1,200 เมตร หนอนไหมจะเจาะรังออกมาเป็นผีเสื้อเมื่ออยู่ในรังครบ 10 วัน ซึ่งผู้เลี้ยงจะคัดไหมที่สมบูรณ์ไว้ทำพันธุ์ ส่วนที่เหลือนำไปสาวไหมก่อนที่ผีเสื้อจะเจาะรังออกมา ซึ่งเส้นจะขาดและทำเส้นไหมไม่ได้</p>
<p><strong>ขั้นตอนการสาวไหม</strong><br />
เมื่อได้รับไหมสดจะต้องนำไปอบให้แห้ง จากนั้นนำไหมที่อบแห้งไปต้มในน้ำที่สะอาดที่มีคุณสมบัติเป็นกลาง รังไหมจะเริ่มพองตัวออก ใช้ปลายไม้เกี่ยวเส้นใยออกมารวมกันหลายๆเส้น การสาวต้องเริ่มต้นจากขุยรอบนอกและเส้นใยภายใน(ชั้นกลาง) รวมกันเรียกว่า “ไหมสาว” หรือ “ไหมเปลือก” ครั้นสาวถึงเส้นใยภายใน(ชั้นในสุด) แล้วเอารังไหมที่มีเส้นภายในแยกไปสาวต่างหาก เรียกว่า “เส้นไหมน้อย” หรือ “ไหมหนึ่ง” ผู้สาวไหมต้องมีความชำนาญและทักษะจึงจะได้เส้นไหมที่มีคุณภาพดี เมื่อเติมรังไหมลงไปอีกรังไหมใหม่สามารถรวมเส้นกับรังไหมเก่าได้ โดยไม่ทำให้เส้นไหมขาด</p>
<p>การตีเกลียวเส้นไหมจะช่วยทำให้ผ้าที่จะทอมีความหนา หลังจากเอาไหมสองไหมสามออก ใช้ไม้คีบลักษณะคล้ายไม้พาย มีร่องกลางสำหรับคีบ เกลี่ยรังไหมกดให้เส้นไหมตีเกลียวแน่นดูเล็ก ต้องระมัดระวังและต้องอาศัยความชำนาญและมีเทคนิคในการทำให้รังที่ต้มเกาะกันเป็นเส้นตามขนาดที่ต้องการ ทำให้เส้นไหมพันหรือไขว้กันหลายๆรอบ แล้วพักไว้ในกระบุงต่อจากนั้นจะนำมากรอเข้า “กง” แล้วนำไปหมุนเข้า “อัก” เพื่อตรวจหาปุ่มปม หรือตัดแต่งเส้นไหมที่ไม่เท่ากันออกจึงเอาเข้าเครื่องปั่นเพื่อให้เส้นไหมแน่นขึ้น ก่อนที่จะหมุนเข้ากงอีกครั้ง เพื่อรวมเป็นไจ ซึ่งหนึ่งไจจะต้องหมุนกง 80 รอบ เรียกว่า “ไหมดิบ” เส้นไหมดิบที่ได้จะต้องทำการชุบให้อ่อนตัวโดยนำไปชุบน้ำสบู่อ่อนๆ ประมาณ 15-20 นาที แล้วนำไปสลัดและผึ่งลมให้แห้ง โดยหมั่นกระตุกให้เส้นไหมแยกตัวเพื่อนำไปเข้าระวิงได้ง่าย จากนั้นกรอเส้นไหมเข้าหลอดๆละเส้น แล้วดึงปลายไหมแต่ละหลอดเข้าไปรวมกันม้วนเข้าหลอดควบตามขนาดที่ต้องการจากนั้นนำไปตีเกลียวประมาณ 330 รอบ ต่อความยาว 1 เมตร จากนั้นนำไหมไปนึ่งหรือลวก เพื่อป้องกันมิให้เกลียวเส้นไหมหมุนกลับหลังจากนั้นจะชุบน้ำเย็นแล้วกรอเข้าระวิง เรียกว่า “ทำเข็ด” ซึ่งจะทำให้เกลียวอยู่ตัว</p>
<p><strong>ขั้นตอนเตรียมเส้นไหม</strong><br />
การเตรียมเส้นไหม จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ<br />
1. การเตรียมเส้นไหมพุ่ง การเตรียมเส้นไหมพุ่ง จะเป็นการเตรียมเส้นไหมเพื่อตรียมพร้อมสำหรับการนำไปมัดหมี่โดยใช้เครื่องมือในการการค้นลำหมี่ โดยการนำเส้นไหมที่กวักเรียบร้อยแล้ว มาทำการค้นปอยหมี่เพื่อให้ได้ลำหมี่พร้อมสำหรับการไปมัดหมี่ในกระบวนการต่อไป<br />
2. การเตรียมไหมเครือ (ไหมเส้นยืน) โดยการค้นหูกหรือค้นเครือ คือ กรรมวิธีนำเอาเส้นไหมที่เตรียมไว้สำหรับเป็นไหมเครือไปค้น (กรอ) ให้ได้ความยาวตามจำนวนผืนของผู้ทอผ้าไหมตามที่ต้องการ ไหมหนึ่งเครือจะทำให้เป็นผ้าไหมได้ประมาณ 20-30 ผืน (1 ผืนยาวประมาณ 180-200 เซนติเมตร)</p>
<p><strong>ขั้นตอนการมัดหมี่</strong><br />
การมัดหมี่ คือ การทำผ้าไหมให้เป็นลายและสีสันต่างๆตามแบบหรือลายที่ได้ออกแบบไว ซึ่งปัจจุบันมีทั้งแบบลายที่เป็นแบบลายโบราณและแบบที่เป็นลายประยุกต์ โดยการมัดเส้นไหมให้เป็นลวดลายที่เส้นพุ่งด้วยเชือกฟางมัดลายแล้วนำไปย้อมสี แล้วนำมามัดลายอีกแล้วย้อมสีสลับกันหลายครั้ง เพื่อให้ผ้าไหมมีลวดลายและสีตามต้องการ เช่น ผ้าที่ออกแบบลายไว้มี 5 สี ต้องทำการมัดย้อม 5 ครั้ง เป็นต้น</p>
<p><strong>ขั้นตอนการย้อมสี</strong><br />
การย้อมสีไหมจะต้องนำไหมดิบมาฟอกเพื่อไม่ให้มีไขมันเกาะ โดยจะใช้ด่างจากขี้เถ้าไปฟอกไหม เรียกว่า “การดองไหม” จะทำให้เส้นไหมขาวนวลขึ้น แล้วจึงนำไปย้อม ในสมัยก่อนนิยมใช้สีจากธรรมชาต แต่ปัจจุบันการย้อมด้วยสีธรรมชาติเริ่มหายไป เนื่องจากมีสีวิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่ ที่หาซื้อง่ายตามร้านขายเส้นไหมหรือผ้าไหม เมื่อละลายน้ำจะแตกตัว ย้อมง่าย สีสดใส ราคาค่อนข้างถูกทนต่อการซักค่อนข้างดี การย้อมด้วยสีธรรมชาติมีข้อดี คือ สีไม่ฉูดฉาด สีอ่อนเย็นตากว่าสีสังเคราะห์ จึงทำให้สีของผ้างดงามสัมพันธ์กับรูปแบบของผ้าพื้นเมือง สีธรรมชาติจะติดสีได้ดีในเส้นไหมและฝ้าย วิธีย้อมคือ การคั้นเอาน้ำจากพืชที่ให้สีนั้นๆ ต้มให้เดือด จากนั้นนำไหมชุบน้ำให้เปียกบิดพอหมาด กระตุกให้เส้นไหมเรียงเส้นจึงแช่ในน้ำย้อมสีที่เตรียมไว จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งจะได้เส้นไหมที่มีสีตามต้องการ</p>
<p><strong>ขั้นตอนการแก้หมี่</strong><br />
การแก้หมี่ คือ การแก้เชือกฟางที่มัดหมี่แต่ละลำออกให้หมดหลังจาการย้อมในแต่ละครั้ง</p>
<p><strong>ขั้นตอนการทอผ้า</strong><br />
ขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะออกมาเป็นผ้าผืน คือการทอผ้าไหมจะประกอบไปด้วยเส้นไหม 2 ชุด คือชุดแรกเป็น “เส้นไหมยืน” จะขึงไปตามความยาวผ้าอยู่ติดกับกี่ทอ(เครื่องทอ) หรือแกนม้วนด้านยืน อีกชุดหนึ่งคือ “เส้นไหมพุ่ง” จะถูกกรอเข้ากระสวย เพื่อให้กระสวยเป็นตัวนำเส้นด้ายพุ่งสอดขัดเส้นด้ายยืนเป็นมุมฉาก ทอสลับกันไปตลอดความยาวของผืนผ้า การสอดด้ายพุ่งแต่ละเส้นต้องสอดให้สุดถึงริมแต่ละด้าน แล้วจึงวกกลับมา จะทำให้เกิดริมผ้าเป็นเส้นตรงทั้งสองด้าน ส่วนลวดลายของผ้านั้นขึ้นอยู่กับการวางลายผ้าตามแบบของผู้ทอที่ได้ทำการมัดหมี่ไว้</p>
<p><a title="จำหน่ายอุปกรณ์การเลี้ยงไหม" href="http://www.vittayapun.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1/">จำหน่ายอุปกรณ์การเลี้ยงไหม</a> &#8211; รายการราคาอุปกรณ์การเลี้ยงไหม</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.vittayapun.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9c%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จำหน่ายปุ๋ยชีวภาพ</title>
		<link>https://www.vittayapun.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/</link>
		<comments>https://www.vittayapun.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Oct 2014 15:51:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[อุปกรณ์ทางการเกษตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.vittayapun.com/?p=311</guid>
		<description><![CDATA[จำหน่ายปุ๋ยชีวภาพ (E.M.) แสดงรายละเอียดขั้นตอนและวิธีในการนำไปประยุกต์ใช้จากผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพ E.M. มากมาย โดยทางร้านเป็นตัวแทนจำหน่ายพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อมูลและการใช้งานปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ E.M. (อี.เอ็ม.) คืออะไร E.M. ย่อมาจากคำว่า Effective Micro-organisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพคิดค้นพบโดย ศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะ ฮิงะ (TEROU HIGA) แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เทคนิคทางชีวภาพ รวบรวมเฉพาะกลุ่มจุลินทรีย์ หมวดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ช่วยปรับปรุงสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น จุลินทรีย์หมวดสร้างสรรค์ที่มีใน EM ได้แก่ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-312" src="http://www.vittayapun.com/wp-content/uploads/2014/10/em.jpg" alt="em" width="100" height="67" /><strong>จำหน่ายปุ๋ยชีวภาพ (E.M.)</strong><br />
แสดงรายละเอียดขั้นตอนและวิธีในการนำไปประยุกต์ใช้จากผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพ E.M. มากมาย โดยทางร้านเป็นตัวแทนจำหน่ายพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อมูลและการใช้งานปุ๋ยชีวภาพ</p>
<p><span id="more-311"></span></p>
<p align="left"><b><span style="text-decoration: underline;">ปุ๋ยชีวภาพ</span></b></p>
<p align="left"><span style="text-decoration: underline;">E.M. (อี.เอ็ม.) คืออะไร<br />
</span><br />
E.M. ย่อมาจากคำว่า Effective Micro-organisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพคิดค้นพบโดย ศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะ ฮิงะ (TEROU HIGA) แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เทคนิคทางชีวภาพ รวบรวมเฉพาะกลุ่มจุลินทรีย์ หมวดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ช่วยปรับปรุงสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น จุลินทรีย์หมวดสร้างสรรค์ที่มีใน EM ได้แก่ กลุ่มจุลินทรีย์แสง แลกโตบาซิรัส เพนนิซีเลี่ยม ไตรโคเดอมา ฟูเซเลียม สเตปโตไมซิส อโซเบคเตอ ไรโซเบียม ยีสต์รา รูปเส้นใย ฯลฯ</p>
<p align="left">                จุลินทรีย์ใน EM ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ และมีพลัง “แอนติออกซิเดชั่น” ซึ่งเป็นพลังสร้างสรรค์ของชีวิต ป้องกันมิให้มีการทำลายชีวภาพที่สำคัญของเซลล์ได้ป้องกันฤทธิ์ของสารพิษได้หลายชนิด รักษาสภาพธรรมชาติของเซลล์ ได้มิให้เสื่อมสภาพรักษาสุขภาพของคนและสัตว์ มิให้เป็นโรคหรือเจ็บป่วยได้ง่าย</p>
<p align="left"><span style="text-decoration: underline;">ลักษณะโดยทั่วไปของ EM<br />
</span><br />
เป็นของเหลวสีน้ำตาลกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวาน (เกิดจากการทำงานของกลุ่มจุลินทรีย์ต่าง ๆ ใน E.M.) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีชีวิตไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีหรือยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น คน สัตว์ พืช และแมลงที่เป็นประโยชน์ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ ที่ทุกคนสามารถนำไปเพาะขยายเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ลักษณะการผลิต</span></p>
<p align="left">                เพาะขยายจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากกว่า 80 ชนิด จากกลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง</p>
<p align="left">        &#8211; กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติค</p>
<p align="left">        &#8211; กลุ่มจุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน</p>
<p align="left">       &#8211; กลุ่มจุลินทรีย์เอคทีโนมัยซีทส์</p>
<p align="left">       &#8211; กลุ่มจุลินทรีย์ยีสต์</p>
<p align="left">                ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ได้จากธรรมชาตินำมาเพาะเลี้ยงและขยายให้จุลินทรีย์ขยายตัวด้วยปริมาณที่สมดุลกันด้วยเทคโนโลยีพิเศษ โดยใช้อาหารจากธรรมชาติ เช่น โปรตีน รำข้าว และสารประกอบอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ประโยชน์ของจุลินทรีย์โดยทั่วไป</span></p>
<div align="left">
<ul>
<li>ด้านการเกษตร</li>
</ul>
</div>
<p align="left">        &#8211; ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในดินและน้ำ</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยแก้ปัญหาจากแมลงศัตรูพืชและโรคระบาดต่างๆ</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำและอากาศผ่านได้ดี</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ เพื่อให้เป็นปุ่ญ (อาหาร) แก่อาหารพืชดูดซึมไปเป็นอาหารได้ดี ไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนการให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยสร้างฮอร์โมนพืช พืชให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีขึ้น</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยให้ผลผลิตคงทน สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน มีประโยชน์ต่อการขนส่งไกล ๆ เช่น ส่งออกต่างประเทศ</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากฟาร์มปศุสัตว์ ไก่และสุกร ได้ภายในเวลา 24 ชม.</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยกำจัดน้ำเสียจากฟาร์มได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยกำจัดแมลงวัน โดยการตัดวงจรชีวิตของหนอนแมลงวันไม่ให้เข้าดักแด้เกิดเป็นตัวแมลงวัน</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยป้องกันอหิวาห์และโรคระบาดต่าง ๆ ในสัตว์แทนยาปฏิชีวนะและอื่น ๆ ได้</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยเสริมสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทำให้สัตว์แข็งแรงมีความต้านทานโรคสูง ให้ผลผลิตสูงอัตราการตายต่ำ</p>
<div align="left">
<ul>
<li>ด้านการประมง</li>
</ul>
</div>
<p align="left">        &#8211; ช่วยควบคุมคุณภาพในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำเป็นอันตรายต่อกุ้ง ปลา กบ หรือสัตว์น้ำที่เลี้ยงได้</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กบ จระเข้ ฯลฯ ได้</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ และทำให้เลนไม่เน่าเหม็น สามารถนำไปผสมปุ๋ยหมักใช้พืชต่างๆ ได้อย่างดี</p>
<div align="left">
<ul>
<li>ด้านสิ่งแวดล้อม</li>
</ul>
</div>
<p align="left">        &#8211; ช่วยปรับสภาพเศษอาหารจากครัวเรือน ให้กลายเป็นปุ๋ยที่มีประโยชน์ต่อพืชผักได้</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยปรับสภาพน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน โรงงาน โรงแรมหรือแหล่งน้ำเสีย</p>
<p align="left">        &#8211; ช่วยดับกลิ่นเหม็นจากกองขยะที่หมักหมมมานานได้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">การเก็บรักษาจุลินทรีย์</span></p>
<p align="left">                สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน อย่างน้อย 6 เดือน ในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่เกิน 46 – 50 C ต้องปิดฝาให้สนิท อย่าให้อากาศเข้าและอย่าเก็บไว้ในตู้เย็นทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท การนำ E.M. ไปขยายต่อควรใช้ภาชนะที่สะอาดและใช้ให้หมดภายในเวลาที่เหมาะสม</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">ข้อสังเกต</span></p>
<p align="left">                หากนำไปส่องด้วยกล้องจุลทัศน์ที่มีกำลังขยายสูงไม่ต่ำกว่า 700 เท่า จะเห็น จุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ อยู่มากมาย E.M. ปกติจะมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวาน ถ้าเสียแล้วจะมีกลิ่นเน่าเหมือน กลิ่นจากท่อน้ำทิ้งเก่า ๆ (E.M. ที่เสียใช้ผสมน้ำรดกำจัดวัชพืชได้) กรณีที่เก็บไว้นาน ๆ โดยไม่มีเคลื่อนไหวภาชนะ จะมีฝ้าขาว ๆ เหนือผิวน้ำ E.M.นั่นคือการทำงานของ E.M. ที่ผักตัวเมื่อเขย่าแล้วทิ้งไว้ชั่วขณะ ฝ้าสีขาวจะสลายตัวกลับไปใน E.M. เหมือนเดิม</p>
<p align="left"><span style="text-decoration: underline;">การประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ การงานต่าง ๆ ดังนี้</span><b></b></p>
<p align="left"><b>        งานด้านเกษตร</b></p>
<p align="left">        E.M.ผสมน้ำ 1 : 1,000 – 2,000 ฉีดพ่นรดราดต้นไม้ สัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">การขยายจุลินทรีย์ </span></p>
<p align="left">                เมื่อต้องการใช้จุลินทรีย์ในงานเกษตรที่มีเนื้อที่มาก ๆ ควรใช้จุลินทรีย์ที่ได้ขยายปริมาณให้มากขึ้น เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนโดยให้อาหารแก่จุลินทรีย์ ได้แก่ กากน้ำตาล น้ำอ้อย น้ำตาลทรายแดง นมแดง นมข้นหวาน หรือน้ำซาวข้าว เป็นต้น การขยายจุลินทรีย์ให้กับพืช</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วัสด</span>ุ</p>
<p align="left">                จุลินทรีย์ กากน้ำตาล อย่างละ 1 ลิตร/น้ำ 1,000 ลิตร</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ<br />
</span><br />
&#8211; ผสมกากน้ำตาลกับน้ำที่สะอาด คนให้ทั่วจนกากน้ำตาลละลายหมด</p>
<p align="left">        &#8211; น้ำ E.M. ผสมในน้ำคนจนเข้ากันทั่ว ปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ 1 – 3 วัน ภาชนะที่ใช้ต้องสะอาดจะใช้ถังพลาสติกหรือตุ่ม</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                เมื่อหมักไว้ตามกำหนดที่ต้องการแล้ว นำ E.M. ที่ขยายไปผสมกับน้ำละลายอีกในอัตรา EM1/น้ำ 2,000 ลิตร ฉีดพ่นรดต้นไม้พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับทุกชนิด ทุกวันหรือวันเว้นวันหรือสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ใช้หญ้าแห้วหรือใบไม้แห้งหรือฟางคลุมดินบริเวณโคนต้นไม้ เพื่อรักษาความชื้นและ EM ย่อยสลายเป็นอาหารของพืช และเพื่อปรับสภาพของดินให้ดีขึ้นด้วย</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">ข้อสังเกต</span></p>
<p align="left">                1. เมื่อนำไปขยายเชื้อในน้ำ และกากน้ำตาลจะมีกลิ่นหอมและเป็นฟองขาว ๆ ภายใน 2 – 3 วัน ถ้าไม่มีฟองดังกล่าวแสดงว่าการหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล</p>
<p align="left">                2. EM ที่นำไปขยายเชื้อแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 3 วัน หลังจากหมักได้ที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพที่อาจเกิดจากความไม่สะอาดของน้ำ ภาชนะ และสิ่งแปลกปลอมจากอากาศเฉพาะเชื้อ EM ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอากาศ</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การใช้จุลินทรีย์กับงานปศุสัตว์</b></p>
<p align="left">                การขยาย EM กากน้ำตาลอย่างละ 1 ลิตร/น้ำ 100 ลิตร</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                เหมือนกับของขยายที่ใช้งานพืช</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                นำ EM ที่ขยายแล้วไปผสมกับน้ำอีกในอัตรา 1/5,000 – 10,000 ใช้ล้างคอกและบำบัดน้ำเสียในฟาร์มหรือให้สัตว์กิน หรือจะใช้ EM ที่ขยายแล้ว โดยไม่ต้องผสมน้ำไปฉีด เพื่อบำบัดน้ำเสีย บำบัดกลิ่นเหม็นในฟาร์มและจุดที่มีกลิ่นเหม็นในที่ต่าง ๆ อัตราความเข้มข้นของ EM ขยายที่ไปใช้ จะมากน้อยตามความต้องการของลักษณะการใช้ในแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การใช้ E.M. 5 ร่วมกับสมุนไพร</b></p>
<p align="left">                การใช้เชื้อหมักขับไล่แมลงร่วมกับพืชสมุนไพรต่าง ๆ เช่นสะเดา ข่า ตะไคร้หอม ยาสูบ ดีปลี พริกขี้หนู ฯลฯ จะทำให้มีประสิทธิภาพในการขับไล่แมลงศัตรูพืช ได้ผลอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                นำพืชสมุนไพร มาผึ่งลมหรืออบให้แห้ง แล้วนำมาสับหรือใช้เครื่องบด ให้ละเอียด ใช้ผงสมุนไพร 2 – 5 ช้อนแกง ใส่ในน้ำสะอาด 20 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 คืน ใช้ผ้าหรือตะแกรงอย่างละเอียด กรองผงสมุนไพรออกเหลือแต่น้ำสมุนไพรส่วนกากาหรือตะกอนสมุนไพร นำไปผสมน้ำใส่บัวรดแปลงพืชผัก หรือบริเวณทรงพุ่มต้นพืชได้</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                นำน้ำสมุนไพร 2 – 5 ช้อนแกงแล้วฉีดพ่นพืชผักและต้นไม้ผลได้</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ</span></p>
<p align="left">                สำหรับพืชที่กำลังแตกใบอ่อน ควรใช้อัตราส่วนผสม E.M. 5 เจือจาง ว่านหางจระเข้เป็นพืชสมุนไพรที่ใช้แทนสารจับใบได้เป็นอย่างดี โดยปลอกเปลือกเอาแต่ส่วนที่เป็นวุ้นทำการบดหรือปั่น แล้วนำผสมกับ E.M.5 และน้ำ อัตราส่วน 1 : 1 : 50 หรือ 1 : 2 : 50 เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการขับไล่แมลงได้เต็มที่ ควรใช้ E.M.5 และ สมุนไพรที่ผสมน้ำแล้วให้หมดภายใน 12 ชม.</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การใช้ E.M.5 กับงานเลี้ยงสัตว์</b></p>
<p align="left">                นำไปใช้ป้องกันหรือกำจัดไร เห็บ หมัด หรือแมลงที่มารบกวนสัตว์เลี้ยง ดังนี้ฉีดพ่นบริเวณคอกสัตว์ (โรงเรือนโค คอกหมู เล้าไก่) ให้ทั่วสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง หลังอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยง (วัว ควาย สุนัข) ทุกครั้ง ควรใช้ E.M.5 ผสมน้ำ ลูบตัวสัตว์เลี้ยงให้ทั่ว</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การทำปุ๋ยหมักดิน</b></p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วัสดุและส่วนประกอบ</span></p>
<p align="left">                1. ดินแห้งทุบละเอียดแล้ว 5 ส่วน</p>
<p align="left">                2. รำละเอียด 2 ส่วน</p>
<p align="left">                3. แกลบเผา 2 ส่วน</p>
<p align="left">                4. มูลสัตว์ (ชนิดใดก็ได้) 2 ส่วน</p>
<p align="left">                5. อื่น ๆ</p>
<p align="left">                6. E.M.กากน้ำตาล อย่างละ 10 – 20 ซี.ซี</p>
<p align="left">                7. น้ำ 10 ลิตร</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                1.ผสมดิน แกลบ มูลสัตว์และอื่น ๆ คลุกจนเข้ากัน</p>
<p align="left">                2.นำรำละเอียดลงผสมคลุกเคล้าลงไป</p>
<p align="left">                3.ผสม E.M.กากน้ำตาล และน้ำ รดบนกองปุ๋ยหมัก ดินให้ได้ตามความชื้นพอดี 50%</p>
<p align="left">                4.นำส่วนผสมทั้งหมดกองบนพื้นซีเมนต์ หรือพื้นธรรมดาทั่วไป หนาประมาณ 10 ซ.ม. คลุมทับด้วยกระสอบป่าน</p>
<p align="left">                5.ถ้าคอยกลับบ้างจะใช้เวลาหมัก 3 – 4 วัน</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">ข้อสังเกต</span></p>
<p align="left">                หลังจากหมักไว้ 1 คืน จะมีราขาว ๆ เกิดขึ้นเป็นเชื้อราที่ประโยชน์ เกิดจาก สปอร์ของจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมักดิน ที่ใช้ได้จะไม่ร้อนไม่มีกลิ่นเหม็น แต่จะมีราขาวขึ้นเต็ม</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p>                ใช้รองก้นหลุมเพื่อปลูกพืชผัก หรือผลไม้ ไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับทุกชนิด ใช้ได้ผลดีสำหรับดินที่ใช้เพาะต้นกล้าและเพาะชำกล้าไม้ จะได้กล้าไม้ที่แข็งแรงสมบูรณ์ โดยมีส่วนผสมสำหรับเพาะกล้า ดังนี้</p>
<p align="left">        &#8211; ปุ๋ยหมักดิน 1 ส่วน</p>
<p align="left">        &#8211; ดินร่วนธรรมดา 1 ส่วน</p>
<p align="left">        &#8211; แกลบเผา 1 ส่วน</p>
<p align="left">        &#8211; ขุยมะพร้าว 1 ส่วน</p>
<p align="left">        นำส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าจนเข้ากันดีก่อนนำไปใช้<b></b></p>
<p align="left"><b>        การทำปุ๋ยคอกหมัก</b></p>
<p align="left">                ปุ๋ยคอก ได้แก่ มูลสัตว์ เช่น วัว ควาย หมู ไก่ ฯลฯ ถ้านำไปใช้โดยตรงจะเกิดโรค และแมลงต่อพืชก่อนนำไปใช้ควรนำไปหมักด้วยจุลินทรีย์ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. ก่อน</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วัสดุและส่วนผสม<br />
</span><br />
1.ปุ๋ยคอก 1 ส่วน</p>
<p align="left">                2.แกลบเผา 1 ส่วน</p>
<p align="left">                3.รำละเอียด 1 ส่วน</p>
<p align="left">                4.อื่น ๆ</p>
<p align="left">                5.จุลินทรีย์ กากน้ำตาล อย่างละ 10 – 20 ซีซี</p>
<p align="left">                6.น้ำ 10 ลิตร</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                1.ผสมปุ๋ยคอก แกลบเผา รำละเอียด อื่น ๆ เข้าด้วยกัน</p>
<p align="left">                2.รดน้ำจุลินทรีย์ คลุกเคล้าให้เข้ากันดีจนได้ความชื้นพอเหมาะไม่เกิน 50%</p>
<p align="left">                3.นำไปกองเกลี่ยบนพื้นซีเมนต์ หนาไม่เกิน 15 ซ.ม.</p>
<p align="left">                4.ปุ๋ยคอกหมักที่มีคุณภาพดี จะไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีก๊าซแอมโมเนีย ไม่ร้อน แต่จะมีราขาว ๆ ขึ้นจำนวนมาก</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                ใช้ได้ดีกับพืชผักทุกชนิด เช่นเดียวกับปุ๋ยคอกทั่วไป<b></b></p>
<p align="left"><b>        การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จากเศษอาหาร</b></p>
<p align="left">        ทุกครัวเรือน ร้านอาหาร ภัตตาคาร ฯลฯ ล้วนมีเศษอาหารที่เป็นผักผลไม้ และเศษอาหารอื่น ๆ จำนวนมากน้อยแล้วแต่สถานที่สามารถนำไปหมักเป็นปุ๋ยหมักชั้นเลิศ เพื่อใส่พืชผักและผลไม้ที่ปลูกไว้ได้</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">อุปกรณ์</span></p>
<p align="left">                &#8211; ถ้าพลาสติกมีฝาปิดขนาด 20 – 200 ลิตร แล้วแต่ปริมาณเศษอาหารที่จะได้หรือต้องการ เจาะรูติดก๊อกน้ำบริเวณก้นถังเพื่อไว้ระบายน้ำปุ๋ยหมัก ใช้ก๊อกให้มีขนาดโตพอสมควร เพื่อป้องกันการอุดตัน</p>
<p align="left">                &#8211; ถุงขยะพลาสติกสีดำ เจาะรูเล็ก ๆ 2 – 3 รู เพื่อให้น้ำปุ๋ยหมักผ่านทะลุได้ หรือจะใช้ตาข่ายไนล่อนตาถี่เย็บเป็นถุงก็ได้ หรือจะใช้กระสอบปุ๋ยน้ำซึมผ่านได้ก็ใช้ได้</p>
<p align="left">                &#8211; นำเอาถุงใส่ปุ๋ยที่เตรียมไว้ ใส่ลงในถังหมักปุ๋ยที่มีวัสดุรองก้นถัง ให้สูงจากระดับก๊อกน้ำเล็กน้อย</p>
<p align="left">                &#8211; ใช้กากน้ำตาล 20 – 40 ซีซี ใส่คลุกกับเศษอาหาร 1 ก.ก. และใส่จุลินทรีย์ 10 – 20 ซีซี คลุกอีกครั้ง ใส่ลงในถุงใส่ปุ๋ยทุกวันจนเต็มถุง</p>
<p align="left">                &#8211; ปิดฝาถังหมักไว้ตลอดเวลา หมักไว้อย่างน้อย 7 วัน ก็จะมีน้ำปุ๋ยหมักซึมออกมา อยู่ที่ก้นถังหมัก</p>
<p align="left">                &#8211; ไขก๊อกเอาน้ำปุ๋ยหมักที่ได้ไปผสมน้ำในอัตรา 1 : 500 – 1,000 รดพืชและต้นไม้ทุก ๆ วัน</p>
<p align="left">                &#8211; ผสมน้ำปุ๋ยหมักกับอัตราส่วน 1 : 20 – 50 หรือไม่ผสมก็ได้ราดพื้นห้องส้วมชักโครกหรือจุดที่มีกลิ่นเหม็นบริเวณบ้านหรือราดในท่อน้ำทิ้งเพื่อดับกลิ่นก็ได้ผลดี</p>
<p align="left">                &#8211; กากอาหารที่เหลือก็สามารถไปคลุมกับดินเป็นปุ๋ยต้นไม้ได้ดี</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">ข้อสังเกต</span></p>
<p align="left">                ถ้าหมักได้ที่จะไม่มีแมลงวันหรือมีกลิ่นเหม็น แต่กลิ่นจะหอมอมเปรี้ยว ถ้ามีกลิ่นเหม็นและมีกลิ่นก๊าซแอมโมเนีย แสดงว่าหมักไม่ได้ผล ระหว่างหมักอาจจะมีหนอนแมลงวันเกิด แต่มันไม่กลายเป็นแมลงวัน จะเป็นหนอนตัวโตกว่าปกติ มีอายุอยู่นานได้หลาย ๆ วัน แล้วจะตายไปเอง</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        เชื้อหมัก อี.เอ็ม. 5 (สารขับไล่แมลง)</b></p>
<p align="left">                เป็นส่วนผสมของเหล้า น้ำส้มสายชู จุลินทรีย์ กากน้ำตาลและน้ำ ที่หมักไว้เพื่อใช้ป้องกันและขับไล่แมลงศัตรูพืชต่าง ๆ พร้อมทั้งช่วยกำจัดโรคพืชต่าง ๆ ด้วย</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">อัตราส่วน</span></p>
<p align="left">                จุลินทรีย์ กากน้ำตาล น้ำสัมสายชูกลั่น 5% เหล้าขาว อย่างละ 1 ลิตร น้ำ 8 ลิตร</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                1.เอากากน้ำตาลผสมกับน้ำจนละลายดีแล้ว ใส่เหล้าขาวและน้ำสัมสายชูชนิด 5%</p>
<p align="left">                2.เอาจุลินทรีย์ใส่คนจนเข้ากันดี</p>
<p align="left">                3. ปิดฝาให้สนิท หมักไว้ 15 วัน ภาชนะที่ใช้หมักนั้นควรใช้ถังพลาสติก</p>
<p align="left">                4. ในระหว่างการหมักให้เขย่าทุกวันเช้า-เย็น เพื่อไม่ให้เกิดการนอนก้น แล้วปิดฝาเพื่อระบายก๊าซออก วันละ 2 ครั้ง</p>
<p align="left">                5. เมื่อครบกำหนดก็นำไปใช้ได้ สามารถเก็บได้นานถึง 3 เดือน แต่ต้องเปิดฝาระบายก๊าซออกเป็นครั้งคราว</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                เชื้อหมักขับไล่แมลงผสมกับน้ำสะอาด ดังนี้</p>
<p align="left">                &#8211; EM 5 10 – 15 ซีซี (1 – 5 ช้อนโต๊ะ)</p>
<p align="left">                &#8211; กากน้ำตาล 10 – 15 ซีซี (1 – 5 ช้อนโต๊ะ) เพื่อเป็นการจับใบ</p>
<p align="left">                &#8211; น้ำสะอาด 8 ลิตร</p>
<p align="left">                นำส่วนผสมไปฉีดพ่นต้นไม้ทุกวันหรืออาทิตย์ละ 1 – 2 ครั้ง ตามความต้องการ ทำการฉีดพ่นให้ชุ่มและทั่วถึงทั้งนอกและใบทรงพุ่มหรือจะใช้เชื้อขับไล่แมลงผสมกับน้ำฉีดเลยก็ได้ โดยไม่ต้องเติดกากน้ำตาลอีก</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        เชื้อหมักขับไล่แมลง สูตรเข้มข้น</b></p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วัสดุและส่วนผสม</span></p>
<p align="left">                1. จุลินทรีย์ กากน้ำตาล น้ำส้มสายชูกลั่น อย่างละ 1 ลิตร</p>
<p align="left">                2. เหล้าขาว 28 – 40 ดีกรี อย่างละ 2 ลิตร</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                ละลายกากน้ำตาลกับน้ำส้มสายชูก่อน จึงค่อยเติมเหล้าขาวลงไปคนจนเข้ากัน แล้วเติม EM ให้เข้ากันปิดฝาให้สนิทหมักไว้ 24 ชม.</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                ใช้ฉีดพ่นปราบหนอน แมลงศัตรูพืชที่ปราบได้ยาก เช่น หนอนหลอดหอม หนอนชอนใบ ฯลฯ ในปริมาณ 200 –300 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร หรือมากน้อยกว่านี้ตามความเหมาะสม</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การทำปุ๋ยหมักฟาง</b></p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วัสดุและส่วนผสม</span></p>
<p align="left">                1. ฟางแห้งตัดเป็นท่อนสั้นประมาณ 2 เซนติเมตร 1 ส่วน</p>
<p align="left">                2. แกลบดิบ 1 ส่วน</p>
<p align="left">                3. รำละเอียด 1 ส่วน</p>
<p align="left">                4. กากน้ำตาล 10 – 20 ซีซี (1 – 2 ช้อนโต๊ะ)</p>
<p align="left">                5. ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. 10 – 20 ซีซี</p>
<p align="left">                6. น้ำสะอาด 10 ลิตร</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                1. คลุกฟางและแกลบให้เข้ากันแล้วแบ่งออกเป็ฯ 3 กองเท่า ๆ กัน ผสมกองที่ 1 และ 2 เข้าเป็นกองเดียวกัน</p>
<p align="left">                2. ผสม E.M.และกากน้ำตาลกับน้ำ 1 ลิตร ที่เตรียมไว้ใส่ในบัวรดน้ำ</p>
<p align="left">                3. นำน้ำผสม E.M. รดลงบนกองฟาง กับแกลบกองใหญ่ให้ชุ่มแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันดี</p>
<p align="left">                4. ผสมผางและแกลบกองเล็กที่เหลือเข้าด้วยกันกับกองใหญ่คลุกเคล้าจนเข้ากันดี</p>
<p align="left">                5. เอารำละเอียดลงไปผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันจนได้ความชื้นพอดี (50%) โดยการทดลองทำแล้วบีบดู ถ้าน้ำไม่ไหลออกมาตามง่ามมือ เมื่อแบมือยังจับกันเป็นก้อนแสดงว่าใช้ได้</p>
<p align="left">                6. ถ้าความชื้นสูงเกินไป คือ เมื่อกำแล้วจะมีน้ำซึมออกมาตามง่ามนิ้วมือให้เติมวัสดุคือ ฟาง แกลบ และรำ ในอัตราส่วนเท่ากันผสมลงไปคลุกให้เข้ากันจนความชื้นพอดี</p>
<p>                7. เกลี่ยฟางรองพื้นให้เป็นแนวราบและหนาพอสมควร จากนั้นปูด้วยกระสอบป่านบนฟาง</p>
<p align="left">                8. ตักปุ๋ยหมักลงเกลี่ยบนกระสอบป่านอย่าให้สูงเกิน 1 ฟุต แล้วคลุมให้มิดด้วยกระสอบป่านหมักไว้ 5 ชั่วโมง เพื่อให้ อี.เอ็ม ทำงาน</p>
<p align="left">                9. เมื่อครบ 5 ชั่วโมง ให้เริ่มตรวจวัดความร้อนทุก ๆ ชั่วโมง ด้วยการใช้ปรอทเสียบลงในกองปุ๋ยหมัก ทิ้งไว้คอยควบคุม ถ้าอุณหภูมิ สูงเกิน 45 C หรือร้อนเกิน 45 C ต้องรีบกลับกองปุ๋ยทันที ถ้าความร้อนไม่เกินไม่ต้องกลับ ทิ้งไว้ 2 – 3 วัน ความร้อนจะลดลงเป็นปกติ ประมาณ 37 C</p>
<p align="left">                10. เปิดกระสอบที่ปิดไว้ออก ทิ้งให้โบกาฉิแห้งดีแล้ว จึงนำไปบรรจุกระสอบเก็บไว้ อย่าให้โดยความชื้นจนกว่าจะนำไปใช้</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้<br />
</span><br />
ใช้ผสมเตรียมดินสำหรับปลูกพืชทุกชนิด โดยการโรยปุ๋ยโบกาฉิฟาง ประมาณ 2 กำมือ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร เอาหญ้าบางหรือฟางแห้ง คลุมทับอีกชั้นหนึ่ง แล้วรดด้วยน้ำผสมปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. 10 –20 ซีซี/น้ำ 10 ลิตร ทิ้งไว้ 7 วัน จึงค่อยปลูกผักหรือพืชต่าง ๆได้ในกรณีที่ใช้กับแปลงผักที่ปลูกแล้ว ใช้ปุ๋ยหมักฟางโรยรอบ ๆ ทรงพุ่ม (ระวังอย่าให้โดยใบและโคนต้นผัก) คลุมทับด้วยฟางหรือหญ้าแล้วรดด้วยน้ำปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. อีกครั้ง ใช้เดือนละ 1 – 2 ครั้งก็พอ สำหรับไม้ผล และพืชยืนต้นอายุประมาณ 2 ปี ให้ใช้หมักฟางโรยรอบทรงพุ่มต้นละ 2 กิโลกรัม/ต่อปี จะใส่ครั้งเดียวหรือแบ่งใส่ก็ได้ จากนั้นใส่ปีละ 1 กิโลกรัม</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">ข้อสังเกต</span></p>
<p align="left">                ถ้าผสมหมักปุ๋ยให้ได้ความชื้นพอดี หมักไว้ประมาณ 3 วัน ตามความร้อนของกองปุ๋ยจะเย็นเป็นปกติ แต่ถ้าความชื้นสูงเกินไปจะเกิดความร้อนสูง ต้องใช้มากกว่า 3 วัน จึงจะเย็นเป็นปกติ ปุ๋ยหมักที่หมักได้ผลดี จะมีกลิ่นหอมเหมือนเห็ด และจะมีราขาว ๆ ปะปนแต่ถ้ามีกลิ่นเหม็นเน่า หรือมีกลิ่นก๊าซแอมโมเนีย แสดงว่าปุ๋ยหมักใช้ไม่ได้ ปุ๋ยหมักที่หมักแล้วใหม่ ๆ จะมีคุณภาพและใช้ได้ผลดีมากกว่าปุ๋ยหมักที่ทำแล้วเก็บไว้นาน ๆ หากใช้แล้วเหลือควรเก็บไว้ในร่ม อย่าให้โดนความชื้นจนกว่าจะนำไปใช้ (ควรเก็บไว้ไม่เกิน 6 เดือน</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การทำปุ๋ยหมัก สูตร 24 ชั่วโมง</b></p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วัสดุและส่วนผสม</span></p>
<p align="left">                1. หญ้าฟางแห้งตัดท่อน (5 – 10 เซนติเมตร) 10 ส่วน</p>
<p align="left">                2. ปุ๋ยหมักฟางหรือมูลสัตว์ 1 ส่วน</p>
<p align="left">                3. รำละเอียด 0.5 – 1 ส่วน</p>
<p align="left">                4. E.M.และกากน้ำตาลอย่างละ 10 – 20 ส่วน/น้ำ 10 ลิตร</p>
<p>        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                1.ผสมปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. กากน้ำตาล และน้ำใส่ในกาละมังไว้</p>
<p align="left">                2.นำหญ้าหรือฟางแห้งที่ตัดไว้เป็นท่อน ๆ ลงจุ่มในน้ำผสม E.M. จนชุ่มแล้วยกขึ้นกองรอไว้</p>
<p align="left">                3.ผสมรำละเอียดกับปุ๋ยหมักฟางหรือมูลสัตว์ ให้เข้ากันดีแล้วนำไปคลุกกับหญ้าหรือฟางเปียกที่กองรองไว้จนเข้ากันทั่วดี</p>
<p align="left">                4.นำไปกองบนพื้นซีเมนต์ หรือบนผ้าพลาสติกเป็นกองกลมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้ อย่าให้หนาเกินไป (1 ฟุต) แล้วคลุมทับด้วย</p>
<p align="left">                กระสอบป่านให้มิด หมักไว้ 18 เซนติเมตร คุ้ยกลับ 1 ครั้ง แล้วคลุมด้วยกระสอบหมักต่ออีก 6 ชั่วโมง เมื่อครบ 24 ชั่วโมง เปิดกระสอบออกเกลี่ยปุ๋ยหมักบาง ๆ ผึ่งไว้จนแห้งจึงนำไปใช้</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                ใช้รองก้นหลุมเพื่อปลูกผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ดอก และไม้ประดับทุกชนิด</p>
<p align="left">                ใช้ผสมดินเตรียมแปลงปลูกผัก ผสมหญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมแปลงผักคลุมโคนต้นไม้ ไม้ผลทุกชนิด</p>
<p align="left">                ใช้เป็นหัวเชื้อขยายทำเป็นปุ๋ยหมัก 24 ชั่วโมง ต่อได้อีกและปุ๋ยใหม่ที่ได้สามารถนำไปทำต่อไปได้อีกเรื่อย ๆ ดังนี้</p>
<p align="left">                        &#8211; ปุ๋ยหมัก 24 ชั่วโมง 1 ส่วน</p>
<p align="left">                        &#8211; หญ้าหรือฟางแห้ง 10 ส่วน</p>
<p align="left">                        &#8211; รำละเอียด 0.5 ส่วน</p>
<p align="left">                        &#8211; E.M.กากน้ำตาล 10 –20 ซีซี</p>
<p align="left">                        &#8211; น้ำ 10 ลิตร<b></b></p>
<p align="left"><b>        การทำฮอร์โมนพืชด้วยปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม.</b></p>
<div align="left">         <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></div>
<p align="left">                วิธีทำและนำไปใช้ก็เช่นเดียวกับปุ๋ยหมัก 24 ชั่วโมงครั้งแรก</p>
<p align="left">         <span style="text-decoration: underline;">วัสดุ</span></p>
<p align="left">                1.กล้วยน้ำว้า, ฟักทองแก่จัด, มะละกอสุก, อื่น ๆ อย่างน้อย 2 กิโลกรัม</p>
<p align="left">                2.E.M. 20 ซีซี</p>
<p align="left">                3.กากน้ำตาล 40 – 50 ซีซี</p>
<p align="left">                4.น้ำ 10 ลิตร</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                สับวัสดุทั้งหมดเปลือกและเมล็ดเข้าด้วยกันจนละเอียดผสมด้วยปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. และกากน้ำตาล น้ำ คลุกให้เข้ากันดี บรรจุลงในถุงปุ๋ยหมักไว้ในถังพลาสติกปิดฝาไว้ 18 วัน</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                นำส่วนที่เป็นน้ำฮอร์โมน 20 – 30 ซีซี ผสมกับน้ำสะอาด 5 ลิตร แล้วนำไปใช้ดังนี้</p>
<p align="left">                       &#8211; ใช้ฉีดพ่นต้นไม้ผล ในช่วงระยะก่อนแทงช่อดอก จะทำให้ต้นไม้แทงช่อดอกเพิ่มมากขึ้น</p>
<p align="left">                        &#8211; ใช้ฉีดพ่นหรือรดต้นไม้ผล ช่วงติดดอกจะทำให้ติดผลดี</p>
<p align="left">                        &#8211; ใช้แทนน้ำยาฮอร์โมนเร่งราก เพื่อทำให้รากพืชงอกได้เร็วขึ้นโดยใช้ในเรื่อง</p>
<p align="left">                การชำกิ่ง โดยนำกิ่งพันธุ์ไม้ที่ต้องการขยายพันธุ์แช่ในน้ำฮอร์โมนที่ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 100 – 200 ลิตร แช่ไว้นานประมาณ 30 นาที แล้วนำไปเพาะชำในเรือนเพาะชำ การตอนกิ่ง โดยนำส่วนที่เป็นไขเหลืองทาบบริเวณที่ปอกเปลือกกิ่งพันธุ์เพียงเล็กน้อย (แล้วดำเนินการต่อตามขั้นตอนในการตอนกิ่ง)</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        ปุ๋ยหมักมูลสัตว์</b></p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วัสดุและส่วนผสม</span></p>
<p align="left">                1. มูลสัตว์ (ทุกชนิด) 1 ส่วน</p>
<p align="left">                2. แกลบดิบแห้ง 1 ส่วน</p>
<p align="left">                3. รำละเอียด 1 ส่วน</p>
<p align="left">                4. E.M.และกากน้ำตาล 10 – 20 ซีซี</p>
<p align="left">                5. น้ำ 10 ลิตร</p>
<p align="left">                6. อื่น ๆ</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                1.ผสม EM กากน้ำตาลกับน้ำที่เตรียมไว้</p>
<p align="left">                2.นำแกลบลงแช่น้ำผสม EM แล้วเอาขึ้นผสมกับมูลสัตว์</p>
<p align="left">                3.นำรำละเอียดคลุกเคล้าความชื้นไม่เกิน 50%</p>
<p align="left">                4.นำไปกองในพื้นที่ที่เตรียมไว้</p>
<p align="left">                5.เมื่อครบ 5 ชม. เริ่มตรวจสอบความร้อนทุก ๆ ชม. ควบคุมอย่าให้เกิน 50 C ใช้หมัก 3 – 4 วัน เมื่อปุ๋ยหมักมูลสัตว์ ได้ผลดี จะมีกลิ่นหอมเหมือนเห็ดนำไปใช้ได้ หรือบรรจุกระสอบเก็บไว้ในที่ไม่โดนความชื้น</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                ใช้ผสมเตรียมดินสำหรับปลูกพืชทุกชนิด โดยการโรย 2 กำมือ (200 กรัม) ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร เอาหญ้าหรือฟางแห้งคลุมทับอีกชั้นหนึ่ง แล้วรดด้วยน้ำผสม EM อัตราส่วน 10 – 20 ซีซี ต่อน้ำ 10 ลิตร ทิ้งไว้ 7 วัน จึงค่อยปลูก ในกรณีที่ใช้กับแปลงผักที่ปลูกแล้วให้โรยรอบ ๆ ทรงพุ่ม คลุมทับด้วยฟางหรือหญ้าแห้งแล้วรดด้วยน้ำผสม EM สำหรับไม้ผลและพืชยืนต้นอายุประมาณ 2 ปี ให้โรยรอบทรงพุ่มต้นละประมาณ 2 – 3 กก./ปี จะใส่ครั้งเดียวหรือแบ่งใส่ก็ได้ จากนั้น ใส่ปีละ 1 กก.</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        หลักการในการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน</b></p>
<p align="left">                ในการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้แก่ดินนั้น เราสามารถเพิ่มให้ได้หลายอย่าง ข้อสำคัญคือ อินทรีย์ วัตถุแต่ละอย่างมีอัตราส่วนองค์ประกอบของธาตุคาร์บอน และไนโตรเจน (C/N ratio) แตกต่างกัน C/N ratio นี้เป็นตัวควบคุมบทบาทของไนโตรเจน เช่น ฟางข้าว มี C/N ratio ประมาณ 90 นับว่ากว้างมากไม่ควรที่จะได้กลบลงดินไปในดิน ควรนำมาหมักให้เป็นปุ๋ยเสียก่อน เพื่อปรับระดับให้เหลือ 20 หรือต่ำกว่า มิฉะนั้นแล้ว C/N ratio กว้าง ๆ เมื่อใส่ลงในดินจะทำให้ดินขาดไนโตรเจน เนื่องจากการสลายตัวโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ คือ จุลินทรีย์ จะเพิ่มขยายตัวมันเองอย่างรวดเร็วและดึงไนโตรเจนในรูปของไนเตรทไปจากดินไปใช้ในการเพิ่มกิจกรรมและจำนวนของจุลินทรีย์จึงเป็น การแย้งไนโตรเจนจากพืชทำให้ขาดไนโตรเจน โดยพืชจะแสดงอาการเหลืองซีด ขณะเดียวกันจุลินทรีย์ที่ใช้คาร์บอนเป็นพลังงานและปลดปล่อยให้หนีไปในอากาศ ในรูปก๊าซคาร์บอนไนออกไซด์ เมื่อคาร์บอนลดลงเรื่อย ๆ กิจกรรมของจุลินทรีย์จะลดลง ฉะนั้นเมื่อมีการใส่อินทรีย์ลงในดินขณะที่อินทรีย์วัตถุยังไม่สลายตัวเต็มที่แล้ว คือในระยะที่มี C/N ratio ยังกว้างนั้นดินจะขาดไนโตรเจนอยู่ระยะหนึ่งจนกว่าจะสิ้นการสลายตัว อัตราความเร็วของการสลายตัวขึ้นอยู่กับชนิดของอินทรีย์วัตถุดิบ อุณหภูมิ ความชื้นเพื่อช่วยในการสลายตัวเร็วขึ้น จึงควรเพิ่มไนโตรเจนลงในดินเพื่อปรับ C/N ratio ให้แคบลง</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                นำ E.M. ที่ขยายแล้วไปผสมกับน้ำอีกในอัตรา 1/น้ำ 5,000 – 10,000 ส่วนให้สัตว์กิน ล้างคอก และบำบัดน้ำเสียในฟาร์มหรือจะใช้ E.M. ที่ขยายแล้วโดยไม่ต้องผสมน้ำนำไปฉีด เพื่อบำบัดกลิ่นเหม็นในฟาร์มสัตว์ และจุดที่มีกลิ่นเหม็นในที่ต่าง ๆ อัตราความเข้มข้นของ E.M. ขยายที่นำไปใช้ จะมากน้อยตามความต้องการของลักษณะการใช้ใบ แต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การใช้ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. กับการเลี้ยงไก่</b></p>
<p align="left">                ใช้ E.M. ที่ขยายแบ้วฉีดพ่นตามพื้นที่กำจัดกลิ่นแก๊สและกลิ่นเหม็นจากมูลไก่ ทุก ๆ 3 วัน หรือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง มูลไก่ เหล่านี้นำไปใช้ทำปุ๋ยหมัก หรือนำไปใช้เป็นปุ๋ยใส่บริเวณทรงพุ่มต้นไม้และแปลงผักต่างๆ ผสมปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. (หัวเชื้อ) กับน้ำกลั่น อัตราส่วน 1 : 1 ใช้แทนวัคซีนหรือหยอดตาหรือหยอดจมูกไก่ ตัวละ 1 – 3 หยด (ทำในช่วงระยะเวลาปกติของการใช้วัคซีนและตามขยาดอายุไก่) เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหรือป้องกันโรคไก่ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียได้</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การใช้ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. กับการเลี้ยงสัตว์</b></p>
<p align="left">                ทำการขยาย อี.เอ็ม. ในอัตราส่วน อี.เอ็ม. 1 ลิตร กากน้ำตาล 1 ลิตร น้ำสะอาด 100 ลิตร แล้วปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 3 วัน (ตามที่กล่าวไว้) นำไปฉีด ล้างให้ทั่วคอกจะสามารถกำจัดกลิ่นมูลเก่าได้ภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อสะอาดปลอดกลิ่นดีแล้ว ต่อไปใช้สัปดาห์ละ 1 – 3 ครั้งก็พอโดยน้ำล้างคอกที่มีปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม.ผสมอยู่ด้วยจะลงไปช่วยบำบัดน้ำเสียตามท่อและบ่อพักให้สะอาดขึ้นด้วย</p>
<p align="left">                ผสม E.M. 1 ลิตรต่อน้ำสะอาด 5,000 – 10,000 ลิตร โดยประมาณ ให้สุกรกินทุกวัน เพื่อช่วยให้สุกรแข็งแรงและมีความต้านทานโรคและป้องกันกลิ่นเหม็นจากสุกรที่เกิดขึ้นใหม่ด้วย</p>
<p align="left">                ผสมสุโตจู 1 ลิตรกับน้ำสะอาด 100 ลิตร เทราดตามบ่อน้ำทิ้ง เพื่อกำจัดหนอนแมลงวัน จะช่วยลดจำนวนลงได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์</p>
<p align="left">                ผสมซุปเปอร์โบกาฉิ สำหรับอาหารสัตว์ ประมาณ 2 % กับอาหารที่ให้สุกรกินแต่ละวัน เพื่อเสริมสุขภาพของสุกร กรณีลูกสุกรที่มีอาการท้องเสียใช้ E.M.5 ซีซี หยอดเข้าทางปากจะช่วยได้</p>
<p align="left">                มูลสุกรที่ใช้ E.M.แล้ว สามารถนำไปใช้ทำปุ๋ยหมักต่าง ๆ หรือทำเป็นอาหารปลา กุ้ง กบ ได้ (ขึ้นอยู่กับการไปประยุกต์ใช้)</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">ข้อสังเกต</span></p>
<p>                ฟาร์มที่ใช้ E.M. ส่วนมากจะไม่พบสุกรมีอาการท้องเสีย สามารถลดการใช้ยาเสียปฏิชีวนะต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพในการขยายพันธุ์ดีขึ้นได้ แม่สุกรในบางฟาร์มให้ลูกถึง 14 – 16 ตัว โดยไม่มีตาย สุกรขุนที่ให้ E.M. จะให้เนื้อแดงมาก และสุกรมีน้ำหนักมากกว่าที่เคยได้</p>
<p align="left">                หมายเหตุ วัว ควาย และสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ก็สามารถนำ E.M. ไปประยุกต์ได้เช่นเดียวกัน<b></b></p>
<p align="left"><b>        การใช้สุโตจู อี.เอ็ม. 5 กับงานเลี้ยงสัตว์</b></p>
<p align="left">                ผสมสุโตจู 20 – 50 ซีซี กับน้ำสะอาด 1 ลิตร นำไปใช้ป้องกันหรือกำจัดไร เห็บ หมัด หรือแมลงที่มารบกวนสัตว์เลี้ยงได้ ดังนี้ฉีดพ่นบริเวณคอกสัตว์ (โรงเรือนโค คอกหมู เล้าไก่) ให้ทั่วสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง หลังอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงทุกครั้งควรใช้สุโตจู ผสมน้ำลูบตัวสัตว์เลี้ยง</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การทำซุปเปอร์โบกาฉิ อาหารสัตว์</b></p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วัสดุและส่วนผสม</span></p>
<p align="left">                1.เปลือกหอยป่น กระดองปูป่น กระดูกป่น แกลบเผา อย่างละ 0.2 กิโลกรัม</p>
<p align="left">                2.ปลาป่น กากถั่ว อย่างละ 6 กิโลกรัม</p>
<p align="left">                3.รำละเอียด 20 กิโลกรัม</p>
<p align="left">                4.ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. กากน้ำตาล 10 ซีซี</p>
<p align="left">                5.น้ำสะอาด 5 ลิตร</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                ผสมวัสดุที่ใช้ทั้งหมด เข้าด้วยกันจนเข้ากันดี ละลาย E.M. กากน้ำตาล , น้ำ, คนจนเข้ากันดี นำไปราดเป็นฝอยบนส่วนผสมแรกคลุกเคล้าให้เข้ากันดี และให้ความชื้นไม่เกิน 40% เอาบรรจุใส่กระสอบป่านผูกปากให้แน่น ใส่ลงไปถุงพลาสติก ดำทึบแสงขนาดใหญ่อีกชั้นหนึ่ง มัดปากถุงให้แน่น อย่าให้อากาศเข้าหมักไว้ 3 วัน ความร้อนจะอยู่ระหว่าง 35 – 40 เซลเซียส เมื่อหมักครบ 3 วัน เอากระสอบออกจากถุงพลาสติกดำทึบแสง ตั้งทิ้งไว้ในร่มอีก 3 วัน อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และจะเย็นลงโดยพยายามกลับกระสอบทุกวันเพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นในกระสอบไปกองอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง จะทำให้จับกันเป็นก้อนได้</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">ข้อสังเกต<br />
</span><br />
เมื่อหมักได้ที่แล้ว จะมีกลิ่นหอมกว่าโบกาฉิอื่น ๆ</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                ใช้ผสมกับอาหารสัตว์ เช่น หมู ไก่ กบ ฯลฯ ในอัตรา 2% ของอาหารที่ให้แต่ละครั้ง จะทำให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงให้ผลผลิตสูงนำไปละลายน้ำในอัตราส่วน 1 – 2 กิโลกรัม/น้ำสะอาด 100 ลิตร ทำให้เป็นปุ๋ยน้ำหมักทิ้งไว้ 12 – 24 ชั่วโมง ก่อนนไปรดพืชผักต่าง ๆ โดยเฉพาะพืชผักที่ปลูกใหม่ ๆ จะทำให้ผักฟื้นตัวและโตเร็ว ใช้หว่านลงไปในบริเวณสระน้ำ เพื่อช่วยปรับสภาพน้ำที่เน่าเสีย</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การทำซุปเปอร์โบกาฉิ สูตร 2</b></p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วัสดุ</span></p>
<p>                1.รำละเอียด 3 ส่วน ปลาป่น กากถั่ว อย่างละ 1 ส่วน</p>
<p align="left">                2.E.M.กาก น้ำ (1 : 1 : 50)</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p align="left">                ผสมวัสดุทุกอย่างเข้าด้วยกัน ให้ได้ความชื้น 40% แล้วหมักตามขั้นตอนสูตร 1</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p align="left">                เช่นเดียวกับสูตร 1<b></b></p>
<p align="left"><b>        การใช้จุลินทรีย์ในการประมง</b></p>
<p align="left">                ใช้ E.M. ที่ขยายแล้วใส่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 1/10,000 หรือ 1 ลิตร /10 คิวปิกเมตร ของน้ำใส่บ่อทุก ๆ 7 – 10 วัน แล้วแต่สภาพของน้ำและอัตราความหนาแน่นของสัตว์ที่เลี้ยง</p>
<p align="left">                ผสมอาหารให้กินโดยใช้ EM ผสมในน้ำอัตรา 1 : 50 หรือ 100 ส่วนคลุกกับอาหารหรือแช่ไว้ก่อน ให้กินก็ได้ในฟาร์มเลี้ยงกบ บางฟาร์มหลังจากใช้ EM ลงในบ่อเลี้ยงกบครั้งแรก แล้วไม่ต้องใส่อีกเพราะน้ำในบ่อจะได้ EM ควรใช้ EM อย่างเจือจางก่อน</p>
<p align="left">                การใช้ EM ด้วยวิธีการดังกล่าวจะช่วยให้น้ำไม่เสียไม่จำเป็นต้องถ่ายน้ำบ่อย ๆ หรือไม่ต้องถ่ายน้ำเลยจนกว่าจะจับสัตว์ขายช่วนให้สัตว์มี สุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคสัตว์ โตเร็ว อัตราตายต่ำ</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การใช้ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม. ในการประมง (ปลา, กุ้ง)</b></p>
<p align="left">        ใช้ อี.เอ็ม. ที่ขยายแล้วใส่ในบ่อเลี้ยงสัตว์ในอัตรา 1: 10,000 หรือ อี.เอ็ม 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 คิวบิกเมตรของน้ำ ใส่บ่อทุก ๆ 7 – 10 วัน แล้วแต่สภาพของน้ำ และอัตราความหนาแน่นของสัตว์เลี้ยงผสมอาหารให้กิน โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 50 – 100 ส่วน คลุกกับอาหารหรือแช่ไว้ก่อนให้กินก็ได้ แล้วแต่ชนิดของสัตว์เลี้ยงในฟาร์มเลี้ยงกบบางฟาร์ม หลังจากใส่ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม ลงในบ่อเลี้ยงกบครั้งแรกแล้ว ไม่ต้องใส่อีก เพราะน้ำในบ่อจะได้ อี.เอ็ม เพิ่มทุกวันจากอาหารที่แช่ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม และควรใช้อย่างเจือจางก่อนการใช้ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม ด้วยวิธีการดังกล่าว จะช่วนให้น้ำไม่เหลือง ไม่จำเป็นต้องถ่ายน้ำบ่อย ๆ หรือไม่ต้องถ่ายน้ำเลยจนกว่าจะจับสัตว์ขายช่วยให้สัตว์มีสุขภาพดีแข็งแรงไม่เป็นสัตว์โตเร็ว และอัตราการตายต่ำ</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การทำอาหารสำหรับเลี้ยงปลา</b></p>
<div align="left">         <span style="text-decoration: underline;">วัสดุ</span></div>
<p align="left">                1.เศษอาหาร 50 ส่วน รำละเอียด 20 ส่วน โบกาฉิมูลสัตว์ 1 ส่วน</p>
<p align="left">                2.ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม : กากน้ำตาล : น้ำ 1 : 1 : 50</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีทำ</span></p>
<p>                ผสมเศษอาหาร รำละเอียด และโบกาฉิ เข้าด้วยกัน แล้วคลุกด้วยน้ำ ผสมปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม หมักทิ้งไไว้ 1 – 2 ชั่วโมง</p>
<p align="left">        <span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span></p>
<p>                นำอาหารปลาที่หมักไว้แล้ว ไปหว่านในบ่อเลี้ยงปลาหรือวางบนตะแกรงหย่อนลงไปให้ปลากิน<b></b></p>
<p align="left"><b>        การขยายจุลินทรีย์ แก้ปัญหาส้วมเต็ม</b></p>
<p align="left">                ใช้ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม ขยาย (อี.เอ็ม กากน้ำตาล 1/100 ลิตร) หมักไว้ 3 วัน นำมาเทใส่ส้วมชักโครก (เทใส่โดยไม่ต้องผสมน้ำ) ประมาณ 5 –10 ลิตร เดือนละ 1 ครั้ง อี.เอ็ม จะไปย่อยสลายสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ในถังพัก กากที่เหลือจะตกตะกอนและน้ำในถังพักจะดูดซึมลงไปได้มากถ้าส้วมไม่เต็มและไม่เหม็น การขยายจุลินทรีย์ บำบัดกลิ่นเหม็นและกำจัดแมลงวันจากกองขยะ ขยะที่ได้จากครัวเรือน ร้านอาหาร และโรงแรมส่วนใหญ่จะเป็นขยะเปียก พวกเศษอาหาร ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน จุลินทรีย์จะสามารถบำบัดกลิ่นเหม็น กำจัดแมลงวันได้โดยการตัดวงจรชีวิตของแมลง และ อี.เอ็ม สามารถทำการย่อยสลายเศษอาหารได้ และเป็นปุ๋นแก่พืชผักและผลไม้ต่าง ๆ ได้อีกด้วย</p>
<p align="left">                ใช้ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม ที่ขยายแล้วผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 1,000 ฉีดพ่นบริเวณกองขยะ หรือพ่นให้คลุกเคล้ากับขยะที่จะนำไปทิ้ง หรือนำไปฉีดพ่นขยะบนรถขยะของเทศบาล แล้วจึงนำไปทิ้งในที่ทิ้งขยะ อี.เอ็ม ก็จะทำงานทำให้ขยะไม่มีกลิ่นเหม็นและไม่มีแมลงวัน หลังจากขยะฉีดด้วยอี.เอ็ม แล้วนำไปฝังกลบก็จะยิ่งเป็นผลดี</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การใช้จุลินทรีย์ในครัวเรือน</b></p>
<p align="left">        ก่อนปรุงอาหาร หรือก่อนรับประทานพืชผัก ผลไม้ (ประเภทรับประทานทิ้งเปลือก) หรืออาหารสดต่าง ๆ โดยเฉพาะอาหารสดจากทะเล (กุ้ง ปู ปลาหมึกสด) ที่ซื้อมาจากตลาด แต่ไม่แนใจว่าปลอดสารพิษหรือไม่ ควรนำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วแช่น้ำในจุลินทรีย์ ที่ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 100 –200 แช่ไว้ประมาณ 0 &#8211; 1 ชม. จะทำให้สารเคมีที่ปนเปื้อนหรือตกค้างอยู่ ในพืชผักหรืออาหารสดนั้น ถูกปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม ย่อยสลายหรือชำระล้างออกไปได้เป็นอย่างมาก</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย</b></p>
<p align="left">                น้ำที่เกิดจากชุมชน ใช้จุลินทรีย์ที่ขยายแล้ว นำไปราดตามท่อระบายน้ำลงในถังชำระล้างต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อให้น้ำผสมจุลินทรีย์ทำการบำบัด และไหลลงไปรวมในบ่อบำบัดและไหลลงไปรวมในบ่อบำบัดน้ำต่อไป</p>
<p align="left">                น้ำเสียจากโรงพยาบาล โรงแรม และโรงงานอุตสาหกรรม ชุมชนต่างๆ ใช้จุลินทรีย์ที่ขยายกับระบบบำบัดน้ำเสีย ที่มีอยู่เดิม (ด้วยวิธีใช้เครื่องตีน้ำ เพื่อให้อากาศแก่แบคทีเรียที่ต้องการอากาศทำงาน) EM เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศในการทำงานจึงสามารถบำบัดน้ำเสีย โดยการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ ในน้ำเสียให้สะอาดา ไม่ต้องใช้เครื่องตีน้ำเป็นการลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และสามารถบำบัดน้ำเสียได้ดีมีประสิทธิภาพกว่าและย่อยสลายตะกอนที่เป็นอินทรีย์วัตถุจนหมดได้สามารถนำน้ำที่ผ่านการบำบัดขั้นสุดท้ายแล้วไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้อีกด้วย</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การประยุกต์ใช้ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม ในนาข้าว</b></p>
<p align="left">                ต่อพื้นที่ 1 ไร่ ใส่โปกาฉิประมาณ 200 กิโลกรัม โดยแบ่งใส่เป็นระยะดังนี้ ไถพรวน</p>
<p align="left">                &#8211; หว่าน โปกาฉิ 100 กิโลกรัมให้ทั่ว</p>
<p>                &#8211; ผสมปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม 400 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วพื้นที่แล้วไถพรวนทั่วทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อให้ อี.เอ็ม ย่อยสลายวัชพืชและฟางข้าว ให้ปุ๋ยธรรมชาติและเร่งการงอกของเมล็ดหญ้า</p>
<p align="left">                &#8211; 15 วัน หลังไถแล้ว ผสมปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม และกากน้ำตาลอย่างละ 400 ซีซี กับน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว และไถกลบเพื่อทำ ลายหญ้าให้กลายเป็นปุ๋ยพืชสด ทิ้งไว้อีก 15 วัน จึงไถ และคราดเพื่อดำเนินดำนาต่อไป</p>
<p align="left">                &#8211; ไถคราด</p>
<p>                &#8211; พ่นปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม อัตราส่วนเดิมอีกครั้ง</p>
<p>&#8211; ไถคราดให้ทั่ว เพื่อเตรียมปักดำ</p>
<p>&#8211; หลักปักดำ 7 –15 วัน</p>
<p>&#8211; หว่านโบกาฉิให้ทั่วแปลง 30 กิโลกรัม/ไร่</p>
<p>&#8211; พ่นตามด้วย EM กากน้ำตาล อย่างละ 200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร</p>
<p align="left">                &#8211; ข้าวอายุ 1 เดือน หว่านโบกาฉิ 30 กิโลกรัม</p>
<p align="left">                &#8211; พ่นด้วย EM กากน้ำตาลอย่างละ 200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร</p>
<p>                &#8211; ก่อนข้าวตั้งท้องเล็กน้อย หว่านโบกาฉิ 40 กิโลกรัม</p>
<p>&#8211; พ่นด้วย EM กากน้ำตาลอย่างละ 200 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร</p>
<p><b>       </b><span style="text-decoration: underline;"><b> </b>หมายเหตุ</span></p>
<p align="left">                เฉลี่ยพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ปุ๋ยโบกาฉิ 200 กิโลกรัม</p>
<p align="left">                ในปีแรกที่ใช้โบกาฉิกับนาข้าว อาจต้องใช้ปริมาณมาก แต่เมื่อดินดีปีต่อไปจึงค่อย ๆ ลดปริมาณการใช้ลง เพื่อป้องกันเพลี้ยระบาดโรคแมลงศัตรูพืชต่าง ๆ รบกวนควรฉีดพ่นด้วยสุโตจู (สารขับไล่แมลง) ทุก ๆ 15 วัน ในอัตราส่วนสุโตจู 400 ซีซี กากน้ำตาล 400 ซีซี และน้ำ 200 ลิตร</p>
<p align="left">                การปลูกโดยไม่ต้องไถพรวน การไถพรวนเมื่อต้องการให้ดินที่แข็งตัวร่อนขึ้นอุ้มน้ำและอากาศผ่านได้ การใช้ EM จะช่วยให้ดินไม่จับตัวกันแข็ง แต่จะร่วนซุยอุ้มน้ำได้ และอากาศผ่านได้ จึงไม่จำเป็นต้องไถพรวนอีกต่อไป เกษตรกรที่ใช้ EM มา 3 ปี และเลิกการไถไปแล้วสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นทุกปีด้วย</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การใช้ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม กับการป่าไม้</b></p>
<p align="left">                การปลูกป่าสร้างสวนป่า มักทำการปลูกกันในพื้นที่ดินแหล่งเสื่อมโทรม ดินปุ๋ยธรรมชาติ มีการพังทลายของดินสูง ต้นไม้ที่ปลูกมักมีปัญหาการเจริญเติบโตไม่มีเท่าที่ควร จึงมีการเสริมอินทรีย์วัตถุให้แก่ต้นไม้ และเพิ่มงบประมาณจุลินทรีย์ในดินให้มีการสร้างกิจกรรมในดินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นการแช่เมล็ดพันธุ์ไม้ก่อนเพาะ (เช่น เมล็ดไม้สัก, ไม้มะค่าโมง ฯลฯ) ควรแช่เมล็ดในน้ำร้อน (60 – 70 C) นานประมาร 10 – 20 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด 2 – 3 ครั้ง นำเมล็ดไปแช่ในปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม ผสมน้ำสะอาด อัตราส่วน 1 : 2,000 นานอย่างน้อย 0.5 &#8211; 1 ชั่วโมง ถ้าเมล็ดมีเปลือกหนาควรแช่ไว้นาน 3 – 7 วัน การเพาะต้นกล้าในแปลงเพาะชำ เพราะเมล็ดพันธุ์ไม้ในถุงดำที่มีดินหมักปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม ไว้ โดยผสมปุ๋ยหมักดิน + ดินร่วน + แกลบสุก + แกลบดิบ (1 : 1 : 1) เข้าด้วยกันและระหว่างการเพาะชำกล้าไม้ต้องใช้น้ำ อี.เอ็ม (1 : 1,000) รดอาทิตย์ละ 1 – 2 ครั้ง</p>
<p align="left">
<p align="left"><b>        การใช้ E.M. กับต้นไม้สวนป่า</b></p>
<p align="left">                ใช้ปุ๋ยหมุกโบกาฉิ ฟาง มูลสัตว์ หรือปุ๋ยหมักหญ้า 24 ชั่วโมง โรยเสริมบริเวณพุ่มของต้นไม้ หลังปลูกที่มีอายุ 0 – 3 ปี ใช้อัตราส่วน 2 – 3 กำมือต่อต้น แล้วคลุกด้วยหญ้า/พุ่มแห้ง รดด้วยน้ำปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม (1 : 1,000) ให้ชุ่ม เดือนละครั้ง โดยเฉพาะในช่วงนอกฤดูฝน จะช่วยให้ต้นไม้ที่ ปลูกสร้างเป็นสวนป่า มีความแข็งแรง มีใบเขียว ชูช่อแตกดอกออกใบออกผลอย่างสมบูรณ์ เมื่อต้นไม้แข็งแรงดีย่อมมีความต้านทานการทำลายของโรคและแมลงได้ดีถ้ามีโรคหรือแมลงรบกวนต้นไม้ ในสวนป่าให้ใช้ สุโตจู (EMS) สูตรทั่วไปหรือซูปเปอร์สุโตจูฉีดพ่นตอนเช้าหรือตอนเย็น จะช่วยป้องกันแมลงพวกเพลี้ย ไร และแมลงมีปีกได้</p>
<p align="left">                เมื่อปลูกต้นไม้ได้อายุ 3 ปีขึ้นไป การใช้ปุ๋ยชีวภาพ อี.เอ็ม หรือปุ๋ยหมัก อี.เอ็ม มีความจำเป็นน้อยลง หรือไม่ต้องใช้เลยก็ได้ เพราะกระบานการทางธรรมชาติจะทำให้ดินในสวนป่าในสวนอุดมสมบูรณ์ขึ้นอยู่แล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.vittayapun.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จำหน่ายอุปกรณ์การเลี้ยงไหม</title>
		<link>https://www.vittayapun.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
		<comments>https://www.vittayapun.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Oct 2014 15:40:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[อุปกรณ์ทางการเกษตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.vittayapun.com/?p=304</guid>
		<description><![CDATA[จำหน่ายอุปกรณ์การเลี้ยงไหม จำหน่ายอุปกรณ์และสารเคมีที่ใช้ในการเลี้ยงไหม โดยทางร้านจำหน่ายทั้งปลีกและส่งกว่า 40 รายการ สามารถสอบถามข้อมูลการเลี้ยงไหมเพิ่มเติมได้ที่คุณสุบิน (086-7197205)]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.vittayapun.com/wp-content/uploads/2014/10/silk2.jpg"><img class="alignleft wp-image-305 size-full" src="http://www.vittayapun.com/wp-content/uploads/2014/10/silk2.jpg" alt="silk2" width="100" height="67" /></a><strong>จำหน่ายอุปกรณ์การเลี้ยงไหม</strong><br />
จำหน่ายอุปกรณ์และสารเคมีที่ใช้ในการเลี้ยงไหม โดยทางร้านจำหน่ายทั้งปลีกและส่งกว่า 40 รายการ สามารถสอบถามข้อมูลการเลี้ยงไหมเพิ่มเติมได้ที่คุณสุบิน (086-7197205)</p>
<p><span id="more-304"></span>
<table id="tablepress-7" class="tablepress tablepress-id-7">
<thead>
<tr class="row-1 odd">
	<th class="column-1"><div>ลำดับ</div></th><th class="column-2"><div>รายการ</div></th><th class="column-3"><div>ราคาต่อหน่วย</div></th>
</tr>
</thead>
<tbody class="row-hover">
<tr class="row-2 even">
	<td class="column-1">1</td><td class="column-2"> กรรไกรตัดกิ่งเฟสโก้ เบอร์ 4</td><td class="column-3">อันละ 1,400</td>
</tr>
<tr class="row-3 odd">
	<td class="column-1">2</td><td class="column-2"> กรรไกรตัดกิ่งแซนวิส เบอร์ 23</td><td class="column-3">อันละ 950</td>
</tr>
<tr class="row-4 even">
	<td class="column-1">3</td><td class="column-2"> กรรไกรตัดกิ่งจีน 7 นิ้ว</td><td class="column-3">อันละ 70 </td>
</tr>
<tr class="row-5 odd">
	<td class="column-1">4</td><td class="column-2"> ตาข่ายถ่ายมูลวัยอ่อน กว้าง 90 ซม. ยาว 30 ซม.</td><td class="column-3">ม้วนละ 800</td>
</tr>
<tr class="row-6 even">
	<td class="column-1">5</td><td class="column-2"> ตาข่ายถ่ายมูลวัยแก่ กว้าง 120 ซม. ยาว 30 ซม.</td><td class="column-3">ม้วนละ 1,100 </td>
</tr>
<tr class="row-7 odd">
	<td class="column-1">6</td><td class="column-2"> จ่อพลาสติก # 90 (1 กล่องมี 25 ผืน)</td><td class="column-3">กล่องละ 2,200 </td>
</tr>
<tr class="row-8 even">
	<td class="column-1">7</td><td class="column-2"> จ่อพลาสติก # 70 (1 กล่องมี 12 ผืน)</td><td class="column-3">กล่องละ 1,500 </td>
</tr>
<tr class="row-9 odd">
	<td class="column-1">8</td><td class="column-2"> จ่อกระดาษ เป็นชุด 10 แผ่น</td><td class="column-3">ชุดละ 650 </td>
</tr>
<tr class="row-10 even">
	<td class="column-1">9</td><td class="column-2"> จ่อกระดาษ (เฉพาะกระดาษ)</td><td class="column-3">อันละ 30 </td>
</tr>
<tr class="row-11 odd">
	<td class="column-1">10</td><td class="column-2"> คลิบ (อะไหล่จ่อหมุน)</td><td class="column-3">อันละ 0.50 </td>
</tr>
<tr class="row-12 even">
	<td class="column-1">11</td><td class="column-2"> กระดาษรองชั้นเลี้ยง</td><td class="column-3">แผ่นละ 4</td>
</tr>
<tr class="row-13 odd">
	<td class="column-1">12</td><td class="column-2"> กระดาษไข (พาราฟิล)</td><td class="column-3">แผ่นละ 8</td>
</tr>
<tr class="row-14 even">
	<td class="column-1">13</td><td class="column-2"> กระดาษทนกรด</td><td class="column-3">แผ่นละ 15 </td>
</tr>
<tr class="row-15 odd">
	<td class="column-1">14</td><td class="column-2"> ซองดำใส่ไข่ไหม</td><td class="column-3">ซองละ 6 </td>
</tr>
<tr class="row-16 even">
	<td class="column-1">15</td><td class="column-2"> กล่องใสไข่ไหม</td><td class="column-3">ใบละ 13 </td>
</tr>
<tr class="row-17 odd">
	<td class="column-1">16</td><td class="column-2"> ตะแกรงร่อนปูนขาว</td><td class="column-3">อันละ 90</td>
</tr>
<tr class="row-18 even">
	<td class="column-1">17</td><td class="column-2"> หมวกคุมผม</td><td class="column-3">ใบละ 50 </td>
</tr>
<tr class="row-19 odd">
	<td class="column-1">18</td><td class="column-2"> ผ้าปิดจมูก</td><td class="column-3">ผืนละ 8 </td>
</tr>
<tr class="row-20 even">
	<td class="column-1">19</td><td class="column-2"> เกี๊ยะ (รองเท้าไม้)</td><td class="column-3">คู่ละ 90 </td>
</tr>
<tr class="row-21 odd">
	<td class="column-1">20</td><td class="column-2"> เครื่องพ่นยาพร้อมเครื่องฮอนด้า 4 แรง</td><td class="column-3">ชุดละ 9,000 </td>
</tr>
<tr class="row-22 even">
	<td class="column-1">21</td><td class="column-2"> มีดตัดตาตอนกิ่ง</td><td class="column-3">อันละ 120 </td>
</tr>
<tr class="row-23 odd">
	<td class="column-1">22</td><td class="column-2"> มีดหั่นใบหม่อน</td><td class="column-3">อันละ 60 </td>
</tr>
<tr class="row-24 even">
	<td class="column-1">23</td><td class="column-2"> เลื่อยตัดกิ่ง</td><td class="column-3">อันละ 220 </td>
</tr>
<tr class="row-25 odd">
	<td class="column-1">24</td><td class="column-2"> ผ้าดิบคลุมใบหม่อน</td><td class="column-3">พับละ 850 </td>
</tr>
<tr class="row-26 even">
	<td class="column-1">25</td><td class="column-2"> เครื่องลอกปุยไหม มือหมุนไทย</td><td class="column-3">เครื่องละ 8500 </td>
</tr>
<tr class="row-27 odd">
	<td class="column-1">26</td><td class="column-2"> ไฮโกรมิเตอร์ (วัดความซื้นและอุณหภูมิในโรงเลี้ยงไหม)</td><td class="column-3">อันละ 350 </td>
</tr>
<tr class="row-28 even">
	<td class="column-1">27</td><td class="column-2"> กรดเกลือ ฟักเทียม (20 กก.)</td><td class="column-3">ถังละ 300 </td>
</tr>
<tr class="row-29 odd">
	<td class="column-1">28</td><td class="column-2"> ไฮโดรมิเตอร์ (วัดความถ่วงจำเพาะฟักเทียม)</td><td class="column-3">อันละ 800</td>
</tr>
<tr class="row-30 even">
	<td class="column-1">29</td><td class="column-2"> ฟอร์มาลิน 40% (20 กก.)</td><td class="column-3">ถังละ 600 </td>
</tr>
<tr class="row-31 odd">
	<td class="column-1">30</td><td class="column-2"> คลอรีนผง 65%</td><td class="column-3">กิโลกรัมละ 95 </td>
</tr>
<tr class="row-32 even">
	<td class="column-1">31</td><td class="column-2"> ฟาฟูโซล (ยาโรยตัวไหม)</td><td class="column-3">กิโลกรัมละ 35 </td>
</tr>
<tr class="row-33 odd">
	<td class="column-1">32</td><td class="column-2"> โซดาไฟ</td><td class="column-3">กิโลกรัมละ 35 </td>
</tr>
<tr class="row-34 even">
	<td class="column-1">33</td><td class="column-2"> ปูนขาว (ถุงละ 10 กก.)</td><td class="column-3">ถุงละ 55 </td>
</tr>
<tr class="row-35 odd">
	<td class="column-1">34</td><td class="column-2"> รองเท้าบู๊ท</td><td class="column-3">คู่ละ 120 </td>
</tr>
<tr class="row-36 even">
	<td class="column-1">35</td><td class="column-2"> อะไหล่กรรไกรตัดกิ่ง (ตัวหม่อน)</td><td class="column-3">อันละ 30 </td>
</tr>
<tr class="row-37 odd">
	<td class="column-1">36</td><td class="column-2"> กระดาษห่อไข่ไหม (บาง)</td><td class="column-3">ห่อละ 250</td>
</tr>
<tr class="row-38 even">
	<td class="column-1">37</td><td class="column-2"> กระดาษแก้วขุ่น</td><td class="column-3">ห่อละ 450 </td>
</tr>
<tr class="row-39 odd">
	<td class="column-1">38</td><td class="column-2"> กล่องใส่ผีเสื้อ</td><td class="column-3">ใบละ 3 </td>
</tr>
</tbody>
</table>
<!-- #tablepress-7 from cache -->
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.vittayapun.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
